เจ็บหน้าอก จุกแน่นบ่อย ๆ นี่เราเป็นโรคหัวใจหรือกรดไหลย้อนกันแน่?  

อาการเจ็บหน้าอกและจุกแน่นเป็นอาการที่หลายคนเคยประสบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ทำให้เกิดความกังวลว่าสาเหตุมาจากโรคหัวใจ หรือเป็นเพียงกรดไหลย้อน

ซึ่งทั้งสองภาวะนี้มีลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน จนบางครั้งแยกแยะได้ยาก การทำความเข้าใจอาการและความแตกต่างจะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากภาวะร้ายแรงได้  

 

อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ 

อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ มักเป็นสัญญาณของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลักษณะอาการที่พบบ่อย ได้แก่  

– เจ็บหน้าอกบริเวณกลางอก หรือแน่นบริเวณหน้าอก คล้ายถูกกดทับ  

– อาการมักร้าวไปที่แขนซ้าย คอ กราม หรือหลัง  

– รู้สึกแน่นหรืออึดอัด โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมหนัก เช่น ออกกำลังกาย หรือขึ้นบันได  

– อาการเจ็บอาจเกิดขึ้นร่วมกับเหงื่อออก ตัวเย็น หน้ามืด คลื่นไส้ หรือหายใจลำบาก  

– อาการมักเกิดขึ้นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5-15 นาที และดีขึ้นเมื่อพัก  

ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งหากปล่อยไว้อาจอันตรายถึงชีวิตได้  

อาการเจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อน  

ในทางกลับกัน อาการเจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อน เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือลุกลามไปยังบริเวณหน้าอก อาการที่พบบ่อย ได้แก่  

– เจ็บหรือแสบร้อนบริเวณกลางอก  คล้ายไฟลวก โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือเวลานอนราบ  

– อาการมักเป็นนานหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง  

– เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก  

– รู้สึกจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรือท้องส่วนบน  – อาจมีอาการเสียงแหบ ไอแห้ง หรือน้ำลายไหลผิดปกติร่วมด้วย  

 

วิธีแยกความแตกต่าง เจ็บหน้าอก จุกแน่นบ่อย ๆ

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น เราสามารถใช้หลักการเบื้องต้นเพื่อแยกความแตกต่างของอาการได้ ดังนี้  

  1. เวลาที่เกิดอาการ – อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจมักเกิดระหว่างการออกแรงหรือเครียด ขณะที่กรดไหลย้อนมักเกิดหลังมื้ออาหาร หรือขณะนอน  
  2. ลักษณะของความเจ็บปวด – โรคหัวใจจะให้ความรู้สึกแน่น กดทับ ส่วนกรดไหลย้อนจะให้ความรู้สึกแสบร้อน  
  3. ระยะเวลาของอาการ – โรคหัวใจมักเจ็บช่วงสั้น ๆ แต่กรดไหลย้อนมักเป็นนานและไม่ดีขึ้นทันทีเมื่อพัก  

 

การดูแลตัวเองเบื้องต้น  

หากสงสัยว่าอาการเกิดจากกรดไหลย้อน สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงได้ เช่น  

– หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และน้ำอัดลม  

– รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง  

– หลีกเลี่ยงการนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร  

อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  หรือการส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรับการรักษาอย่างเหมาะสม  

 

สนับสนุนโดย    huaydee