แบบไหนจัดเป็นภัยคุกคามทางเพศ และควรสอนลูกอย่างไรให้รู้ตัวและไหวตัวทัน  

ภัยคุกคามทางเพศ เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือสถานที่สาธารณะ การตระหนักถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามทางเพศ

รวมถึงการปลูกฝังแนวทางการป้องกันให้เด็กและเยาวชนสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่และผู้ปกครองควรให้ความสำคัญ  

  1. แบบไหนจัดเป็นภัยคุกคามทางเพศ 

ภัยคุกคามทางเพศสามารถแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ ซึ่งบางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้ถูกกระทำไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกละเมิด สิ่งที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามทางเพศ ได้แก่  

– การสัมผัสร่างกายโดยไม่ยินยอม เช่น การจับมือ การโอบกอด การแตะต้องส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้อนุญาต  

– การพูดจาสองแง่สองง่ามหรือใช้คำพูดล่วงละเมิด เช่น การแซวเกี่ยวกับร่างกาย การใช้คำพูดที่มีนัยทางเพศ การคุกคามผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการพูดจาให้รู้สึกอับอาย  

– การคุกคามทางสายตาและพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การจ้องมองด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย การโชว์ภาพหรือวิดีโอลามกอนาจารให้ดู  

– การบังคับหรือกดดันให้ทำสิ่งที่ไม่ต้องการ เช่น การข่มขู่ การใช้กำลังบังคับ การบีบบังคับให้ถ่ายรูปหรือวิดีโอในลักษณะล่อแหลม  

– การแอบถ่ายหรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว เช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง การใช้กล้องแอบถ่าย หรือการเผยแพร่รูปภาพหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต  

 

  1. ควรสอนลูกอย่างไรให้รู้ตัวและไหวตัวทัน  

พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการสอนให้ลูกสามารถป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามทางเพศ โดยสามารถใช้แนวทางดังต่อไปนี้  

2.1 สอนให้รู้จักสิทธิในร่างกายของตนเอง  

ลูกควรเรียนรู้ว่า ร่างกายของตนเองเป็นของตัวเอง และไม่มีใครมีสิทธิ์แตะต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรสอนให้ลูกรู้จักคำว่า “ไม่” และกล้าที่จะปฏิเสธเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย  

 

2.2 สอนให้ระวังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 

เด็ก ๆ ควรรู้จักพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามทางเพศ เช่น การสัมผัสที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้คำพูดล่วงละเมิด และรู้จักแจ้งให้ผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้รับรู้เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่ปลอดภัย  

 

2.3 สอนให้มีสติและรู้จักการเอาตัวรอด  

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คุกคาม ควรสอนลูกให้รีบออกห่างจากสถานการณ์นั้นทันที หากอยู่ในที่สาธารณะควรหาคนช่วยเหลือ และหากจำเป็นต้องตะโกนหรือร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่ควรลังเล  

 

2.4 ให้ลูกเรียนรู้วิธีการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ  

ลูกควรเรียนรู้ว่าสามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เช่น พ่อแม่ ครู หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ควรสอนให้ใช้สายด่วนช่วยเหลือ เช่น สายด่วน 1300 หรือ 191 ในกรณีฉุกเฉิน  

 

2.5 สอนให้ระมัดระวังภัยคุกคามทางโซเชียลมีเดีย 

ภัยคุกคามทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในชีวิตจริง แต่ยังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ควรสอนลูกให้ระมัดระวังการแชทหรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้คนแปลกหน้า รวมถึงการไม่รับคำขอเป็นเพื่อนจากคนที่ไม่รู้จัก  

 

2.6 เสริมสร้างความมั่นใจและความกล้าในการปกป้องตัวเอง 

ควรสอนให้ลูกมีความมั่นใจและกล้าพูดเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น หากถูกล้อเลียนหรือถูกแตะต้องโดยไม่ยินยอม ให้กล้าปฏิเสธและเดินออกจากสถานการณ์นั้น  

  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว 

สุดท้าย สิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก เพื่อให้ลูกกล้าที่จะเปิดใจพูดคุยเมื่อเจอปัญหา การทำให้ลูกรู้สึกว่า “พ่อแม่คือที่พึ่งที่ปลอดภัย”

จะช่วยให้ลูกกล้าปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา และช่วยให้พ่อแม่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที  

 

ภัยคุกคามทางเพศมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสัมผัสร่างกายโดยไม่ยินยอม การพูดจาคุกคาม การบีบบังคับ ไปจนถึงการละเมิดผ่านสื่อออนไลน์ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกตระหนักถึงสิทธิของตนเอง

กล้าปฏิเสธพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และรู้จักวิธีป้องกันตัวเอง การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและปลูกฝังแนวทางการป้องกันตั้งแต่วัยเยาว์ จะช่วยให้ลูกสามารถรับมือกับสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

 

สนับสนุนบทความเนื้อโดย    bk8